วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2567

เราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด

 ในภาวะถดถอยของชีวิต ที่เราล้วนเคยประสบ ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ เครียด, เหนื่อยหน่าย, เบื่อ, ท้อ, ผิดหวัง หรือ เสียใจ ภาวะต่าง ๆ เหล่านี้ที่เชื่อว่า “เรา ไม่อยากเป็นแบบนั้น” ซึ่งถ้ามองเห็นตัวเองได้ ก็คงอยากเป็น “ตัวเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” มากกว่า

ก่อนอื่นคงต้องขออภัยกับบทความที่ใช้คำว่า เวอร์ชั่น (Version) ที่แปลว่า แบบ, รุ่น, ฉบับ ที่เมื่อเขียนแล้ว… เราในแบบที่ดีที่สุด, เราในรุ่นที่ดีที่สุด, เราในฉบับที่ดีที่สุด แม้จะพอเข้าใจได้ แต่ในปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิตอล คำว่าเวอร์ชั่น น่าจะทำให้เข้าใจเห็นภาพกันได้ไม่ยาก

อารัมภบทอีกสักนิด(อ่านข้ามย่อหน้านี้เสียก็ได้) อันที่จริงบทความในหมวดหมู่นี้ต้องการเขียนให้เป็นแบบไม่จำกัดเวลา (timeless) คืออ่านเมื่อใด หรือปีไหนก็ได้ แต่ในช่วงโควิด-19 ที่รอบศตวรรษน่าจะมีวิกฤติแบบนี้สักครั้งมันส่งผลต่อความเป็นอยู่ของผู้คนมากมาย โดยอย่างยิ่งในด้านจิตใจ บทความนี้จึงมีส่วนอย่างมากจากการที่เห็นผู้คนมากมายได้รับผลจากวิกฤตินี้มา

ทุกวันนี้หลายคนยังแย่อยู่กับภาวะที่ “ไม่เหมือนเดิม” ไม่ว่าจะจากต้นเหตุใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราอาจไม่ทันคิดหรือไม่เคยคิดคือ ภาวะอารมณ์ถดถอยที่เราเป็นอยู่นี้ มันยากที่จะแก้ไขปัญหา หรือยากที่จะมีอารมณ์สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นมาได้ บนความไม่แน่นอน กับปัจจัยแย่ ๆ ที่ผ่านมาทำให้หลายคน บ้างก็ใช้ชีวิตไปวัน ๆ บ้างก็หาเพียงความสุขแบบหนีความจริง, แบบฉาบฉวยบ้าง, ซังกะตายบ้าง แต่ที่สำคัญคือหลายคน “หมดความมั่นใจ” ต่อทั้งความสามารถในตัวเองและสิ่งรอบตัว

แต่เมื่อลองหยุด… ทบทวนอีกด้าน ก็เชื่อว่าเราทุกคนต้องมีช่วงเวลาที่ภาคภูมิใจ ในแนวที่เรียกว่า ทำอะไรก็ดีไปหมด มีความมั่นใจ, ความทะเยอทะยาน, กล้าได้กล้าเสีย ไม่หวาดหวั่นอุปสรรค ไปจนถึง “ล้มก็ไม่เจ็บ” ในช่วงเวลาเหล่านั้นที่มักเรียกว่าช่วง “รุ่ง” ของชีวิต

ซึ่งหากทบทวนและจำช่วงเวลานั้นได้ อยากให้ลองนึกดูว่า แล้ว “ทำไมเราไม่กลับไปเป็นเราในตอนนั้น?” หรือ “ตอนนั้นเรามีความคิดหรือรู้สึกแบบไหนกันนะ” รวมแล้วคือ เราเคยเป็นคนที่ดีกว่านี้ เราเคยเก่งกว่าวันนี้ เราเคยทำได้มาแล้ว ทำไมเราไม่กลับไปเป็นเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดล่ะ?…

คงบอกไม่ได้ว่า “ตอนนั้น” ของแต่ละคนต้องเป็นอย่างไร คิดอย่างไร ทำอย่างไร แต่เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เราต่างมีคือ “ความมั่นใจ” และ “ความเชื่อ” ในตัวเอง เหมือนเป็นไฟดวงหนึ่งภายใต้จิตใจที่เราทุกคนย่อมมี วันนี้มันเพียงดับไป ถูกหลงลืม กลืนหาย ลดค่าลงไป ด้วยภาวะ ปัจจัย ผลลัพธ์ที่ผิดพลาดใด ๆ ก็ตามในอดีตที่ผ่านมา หรือ เราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด อาจเคยต้องมีตัวช่วย เป็นสิ่งแวดล้อมแบบหนึ่ง เป็นใครคนหนึ่ง หรือปัจจัยใดก็ตาม อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าอะไรที่มันขาดหายไป อะไรที่ต้องการเติมเต็มในตอนนี้…

หากยังนึกไม่ออก ให้ลองจินตนาการภาพเด็กที่ไม่กลัวฝน ไม่กลัวเปียก กลับมองฝน มองการเปียกปอนเป็นเรื่องสนุกสนานด้วยซ้ำไป ช่างต่างกับวัยผู้ใหญ่ที่บางทีทำน้ำหกใส่เสื้อไม่กี่หยดก็หมดความมั่นใจได้แล้ว เด็กคนนั้นอาจเป็นเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดก็เป็นได้

เขียนบทความนี้ไป ก็ยังแอบคิดตามไปพร้อมกันได้ว่า มันใช้ได้กับแทบทุกเรื่องที่เรากำลังแย่ เพียงแค่คิดย้อนไป ถ้าเป็นเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด เราคิดอย่างไร เราตัดสินใจอย่างไร เราทำตัวอย่างไร อะไรทำให้เรามั่นใจในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น?

เช่นนี้แล้ว ทันทีที่เรากำลังท้อแท้ ย่ำแย่ ถดถอย เพียงลองระลึกดูว่า ถ้าเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดกำลังอยู่ในสถานการณ์นี้ เราจะคิด, จะทำ, จะเป็นอย่างไร? หรือ บางทีเรื่องแย่ ๆ เหล่านี้ มันไม่สำคัญอะไรต่อ “เราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” เลย…

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2567

ความรัก กับ ชีวิตคู่

ถ้าบอกว่า “ชีวิตคู่ มันไม่ใช่แค่รักกัน” คนที่เคยผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้างย่อมพยักหน้า หรือ ประโยคที่ว่า “พออยู่ด้วยกัน มันไม่เหมือนแค่ตอนเป็นแฟนกัน” อาจทำให้พอเข้าใจบางอย่างได้ดีขึ้น…

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดูมีประโยชน์ หรือ น่าสนใจอะไรกับผู้ที่ “เคยผ่านภาวะต้องเข้าใจ” มาแล้ว แต่คนที่ไม่เคยหรือย้อนนึกไปตอนที่เรายังไม่เจอเหตุการณ์ ประสบการณ์ หรือบทเรียนที่ทำให้เราเข้าใจ มันเป็นเรื่องที่ยากจะมองเห็นหรือรู้ตัวได้ในตอนนั้น…

หลายคู่แรกเริ่มคบกันต่างเคยมีเวลาให้กัน ได้คลุกคลีอยู่ด้วยกัน แต่ทุกอย่างมีเวลา มีขั้น มีภาวะของมัน และบนคำว่า “ชีวิตคู่” นั้นก็สรุปยากว่ามันเริ่มตรงไหน ส่วน “ชีวิตรัก” นั้นมันต่างกันอย่างไร อยู่ด้วยกันไม่ต้องรักกันแล้วงั้นหรือ อะไรคือความต่าง?

ช่วงที่ดีที่สุดของการคบกัน

ผมจำเหตุการณ์หนึ่งได้ดี ที่เป็นครั้งแรกทำให้ฉุกคิดมุมนี้ ตอนนั้นเป็นสมัยเรียนมัธยม จำไม่ได้ว่าบทสนทนานี้เริ่มจากตรงไหน แต่มีเพื่อนคนหนึ่งถามครูคณิตศาสตร์ (ผู้หญิงสถานะโสด) ว่าทำไมครูยังไม่แต่งงาน (ที่จริงก็แอบซุปซิบกันว่าครูคนนี้คบกับครูอีกท่านหนึ่งอยู่) ครูตอบว่า “แต่งทำไม มีแต่แฟนนี่ดีที่สุดแล้ว…” ครูพูดไปยิ้มไปอธิบายทำนองว่า ภาวะเป็นแฟน เราจะงอนเขาก็ง้อ อยากได้อะไรเขาก็จะตามใจ ยิ่งตอนมาจีบ ได้ทุกอย่าง ครูพูดเหมือนติดตลกว่า “ไม่แต่งหรอกมีแฟนไปเรื่อย ๆ ดีกว่า” เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ก็คล้อยตามถึงข้อดีรวมถึงผม ทั้งที่ในเวลานั้นเราล้วนไม่มีประสบการณ์อะไรเรื่องเหล่านี้กันมากนัก

ยากจะปฏิเสธว่านี่คือช่วงที่ดีที่สุดของการคบกัน อาจสรุปไม่ได้ทางภาษาว่าช่วง “เป็นแฟน” เพราะเราใช้คำว่า “แฟน” ได้ในทุกสถานะ แต่คงเข้าใจไม่ยากว่าคือช่วง “ใหม่ ๆ” ซึ่งก็ตัดสินไม่ได้อีกต่างหากว่า “ยังใหม่” ใช้เวลานานเท่าใด บางคู่ เพียงเดือนเดียว บางคู่เป็นปี อยู่ที่การใช้เวลา การมีระยะต่อกัน และนิสัยใจคอของแต่ละฝ่าย

ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด”

แต่ช่วงนี้คือช่วงที่ต่างทั้งมีอารมณ์ลุ่มหลง ต่างดื่มด่ำ ต่างมองแต่สิ่งดี ๆ ต่างพร้อมที่จะให้ และยอม ซึ่งหากพิจารณาแล้วสิ่งที่แสดงออกในตอนนั้นมีหลายเรื่องที่อาจเป็นสิ่งชั่วคราว และนั่นจึงทำให้ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดด้วยเช่นกัน

ชีวิตรัก กับ ชีวิตคู่

กล่าวกันแบบไม่คิดมากทางข้อจำกัดของภาษา “ชีวิตรัก” คือการใช้ชีวิตร่วมกันในช่วงภาวะที่มีอารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวข้องสูงและเพิ่งคบกันไม่นาน ส่วน “ชีวิตคู่” คือการใช้ชีวิตในภาวะที่ปกติแบบชีวิตต้องดำเนินไป ใช่ว่าสองแบบนี้จะแยกกันขาดชัดเจนหรือเป็นขั้วตรงข้ามกัน แต่น้ำหนักของบางอย่างจะเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนไปได้เสมอ

ช่วงชีวิตรัก : เหตุผล และปัจจัย ของตัวเราจะน้อยกว่าหรือบางทีแทบจะไม่มีเลย ลืมไปเลย พร้อมจะยอม จะมอบ จะแบ่งให้เขา ความสำคัญของเรื่องอื่น/คนอื่นดูจะน้อย

ช่วงชีวิตคู่ : จะเต็มไปด้วยเหตุผล ปัจจัยที่จำเป็น เริ่มต้องการบางสิ่งมากขึ้น หรือคาดหวังบางอย่างจากอีกฝ่ายเหมือนเดิม แต่ฝ่ายตัวเองไม่สะดวกมอบให้เท่าเดิม ความสำคัญเรื่องอื่น/คนอื่น เริ่มมีมาก

ภาระผูกพันต่อคำว่า “สม่ำเสมอ” หรือ “เปลี่ยนไป”

นี่คือภาพรวม ๆ ที่ดูแล้วชีวิตคู่ดูแย่จังเลย แต่หากพิจารณามันอาจไม่ใช่และควรจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะชีวิตรักเป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ของชีวิตอยู่แล้ว เป็นช่วงหนึ่งที่เราให้เวลาให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญกับความรักไปมาก การเปลี่ยนแปลงที่ตามมาอาจทำให้เราหรืออีกฝ่ายรับไม่ได้ เมื่อถูกเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่น หรือเวลาผ่านไป มันย่อมต่างกันสิ้นเชิง ถึงได้กล่าวว่า “อันตราย” เพราะยิ่งสร้างไว้ ยิ่งให้ไว้ ยิ่งสัญญา ยิ่งส่งมอบ มันอาจหมายถึงภาระผูกพันต่อคำว่า “สม่ำเสมอ” หรือ “เปลี่ยนไป” ซึ่งหากโชคดีเจอคนที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงปัญหาคงน้อยหรือยากจะเกิด

หากมองกันมุมหนึ่ง เมื่อเรามีเป้าหมาย ในที่นี้อาจหมายถึงแฟน/คนรัก จึงมุ่งให้ได้มา พยายามทำให้ดี ย่อมต้อง Focus ทุ่มเท ใส่ใจ เมื่อได้มาแล้ว ธรรมชาติคนเราก็ควรไปทุ่มเท ใส่ใจให้เรื่องอื่นบ้าง เพราะชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว

แต่แม้จะ “ด้านเดียว” แต่ก็เป็น “ด้านหนึ่ง” ที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงแบบแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงย่อมสร้างปัญหา ไม่ว่าจะแค่การปฏิบัติต่อกัน หรือ บุคลิกนิสัยที่ไม่เคยรู้ไม่เคยแสดง ภาระหน้าที่ที่ซ่อนเร้น ไปจนถึง เป้าหมายของชีวิตที่แตกต่างกันโดยที่ไม่เคยได้แชร์หรือพูดคุยกัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้กำลังหมายถึง “ชีวิตหนึ่ง”


“ทำไมเธอไม่ส่งเสริมฉัน? ทำไมเธอต้องถ่วงฉัน? ทำไมเธอถึงเอาแต่ใจ?” อะไรทำนองนี้คือปัญหาปลายเหตุ… “สมัยเป็นแฟนกันเหมือนงานจะไม่เคยมาก่อน?” ข้อเท็จจริงในใจอาจเป็น “ก็เรื่องแฟนสำเร็จแล้ว เรื่องงานก็ควรจะสำเร็จด้วย” หากฝ่ายหนึ่งมองว่าความสัมพันธ์ต้องมาก่อน และอีกฝ่ายมองว่า หน้าที่การงานก็สำคัญต่อชีวิต กล่าวเช่นนี้เราอาจเห็นในเหตุผล หรือ “ต้นตอ” ของปัญหา แต่ภาวะจริงเรามักไม่ได้พูดกันในจุดนี้ มันเริ่มระหองระแหงกันง่ายกว่านั้น แค่มีเวลาให้น้อยลง โทรไป/ส่งข้อความไป แล้วตอบไม่รวดเร็วอย่างเคย นำพาไปทะเลาะกันไปเรื่องอื่นบานปลาย…

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียว และเป็นเพียงหนึ่งในต้นตอมุมคิดที่แตกต่าง เมื่อ “ชีวิตหนึ่ง” ต้องร่วมกับอีกชีวิตหนึ่ง ด้านรัก ที่หันหากันได้แล้ว ต้องต่อสู้กับ ด้านชีวิตอีกหลายด้าน ทั้งภาระ ปัจจัย เป้าหมาย ที่สำคัญ “ความเปลี่ยนแปลง” ทั้งดี ทั้งร้าย ทั้งจากเรา ทั้งจากเขา ทั้งจากสังขาร…

หากบรรยายหรือยกตัวอย่างทุกปัจจัยความเป็นไปได้ ลงรายละเอียดคงเขียนได้เป็นเล่ม ๆ แต่ขมวดปมลงไปมันอาจรวมได้ว่า “ช่วงชีวิตรักเราอาจมีเป้าหมายเดียว” มันจึงดูดี ดูง่าย (ถ้าแค่เริ่มดูไม่ดีดูยาก ก็เสี่ยงกันเอานะ) แต่ช่วงชีวิตคู่ เป้าหมายมากขึ้น ทั้งของเรา ทั้งของเขา เป้าหมายมาก ภาระมาก ปัจจัยมาก องค์ประกอบมาก ตัวละครมาก ยิ่งอยู่ไป การเปลี่ยนแปลงยิ่งมาก บนการตัดสินใจ… ที่มีอีกคนเกี่ยวข้อง ถ้าเข้าใจง่าย ก็ตัดสินใจง่าย ถ้าไม่ยอมเข้าใจ ก็ยาก ถ้าเอาแต่ฝ่ายตัวเอง ก็พัง มันก็เท่านี้จริง ๆ

เพราะการได้มา เราอาจมองว่ายาก แต่การรักษาให้อยู่ตลอดไป ยากกว่าเสมอ…

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ມືອາຊີບ ບໍ່ແມ່ນພຽງແຕ່ມີອາຊີບ

 

    ຄຳວ່າ ມືອາຊີບ ເບື້ອງຕົ້ນເຮົາຈະນຶກເຖິ່ງຄົນທີ່ ເກັ່ງ ຄ່ອງແຄ່ວ ຫຼື ຕັ້ງໃຈ ຍິ່ງຖ້າເຈິບັນຫາຫນ້າງານ ຫຼື ເຫດການບາງຢ່າງເຮົາຈະຮູ້ໄດ້ທັນທີວ່າ ຄົນທຳມະດາ ຫຼື ມືອາຊີບ ແຕ່ເມື່ອຄິດເບິ່ງແລ້ວເຮົາອາດຈະບໍ່ເຄີຍຕີກອບເລີຍວ່າ ມືອາຊີບ ທີ່ຈິງແລ້ວຄວນມີຄຸນສົມບັດແນ້ວໃດ?
    ມືອາຊີບບໍແມ່ນເລື່ອງເກັ່ງ ມີຄວາມຮູ້ຫລາຍ ຫລື ພຽງແຕ່ຕັ້ງໃຈ
    ສິ່ງແລກທີ່ຮູ້ສຶກໄດ້ວ່າໃຜເປັນມືອາຊີບຫລືບໍ່ນັ້ນ ຍ່ອມເກີດເມື່ອໄດ້ຮ່ວມງານ ປະສານງານກັນ ຫລື ມີປະສົບການຮ່ວມງານກັນ ເຫລົ່ານັ້ນເຮັດໃຫ້ເຮົາພົບວ່າ ບາງຄົນທີ່ເບິ່ງວ່າ ເກັ່ງ ພໍຮ່ວມງານກັນກໍ່ບໍ່ເປັນມືອາຊີບເອົາເສຍເລີຍ ຫລືເຂົາຫນ້າຈະຮູ້ໃນບາງເລື່ອງ ແຕ່ກັບບໍ່ຮູ້ ຫລື ອາດຈະເບິ່ງຄື ຕັ້ງໃຈ ພະຍາຍາມ ແຕ່ກັບແກ້ບັນຫາບໍ່ໄດ້ ຈົບງານບໍ່ໄດ້ ຫລືອາດຈະເຮັດໃຫ້ວຽກງານມັນຍຸ້ງຍາກຂື້ນ. ນີ້ຈຶ່ງເປັນເຫດຜົນວ່າ ມືອາຊີບ : ບໍ່ແມ່ນເລື່ອງເກັ່ງ ມີຄວາມຮູ້ຫລາຍ ຫລື ພຽງຕັ້ງໃຈ ມືອາຊີບຈະມີບາງຢ່າງທີ່ສະທ້ອນມາໃຫ້ສຳພັດໄດ້ ແລະ ໂດຍສສ່ວນໂຕແລ້ວນີ້ຄືຄຸນສົມບັດຂອງມືອາຊີບ.
ມືອາຊີບຄື
    ຄົນທີ່ພ້ອມ ແລະ ຄົນທີ່ເຂົ້າໃຈ ເປັນການສະຫລຸບແບບກະຊັບ 2 ປະການເທົ່ານັ້ນສຳຫລັບມືອາຊີບ ແລະ ສາມາດຂະຫຍາຍຄວາມໃນຄຳວ່າ ຄວາມພ້ອມ ແລະ ຄວາມເຂົ້າໃຈ ແຕ່ລະສ່ວນດັງນີ້.
ຄວາມພ້ອມ 1 ວາງແຜນກຽມແຜນມາດີ
ຄວາມພ້ອມ 2 ພ້ອມຮັບສະຖານະການ
ຄວາມພ້ອມ 3 ຮຽນຮູູ້
    ໂດຍລວມແລ້ວ ຄວາມພ້ອມ ຄືໂຕແທນສະແດງພື້ນຖານຂອງມືອາຊີບໄດ້ດີ ເພາະເຊື່ອວ່າ ການກຽມໂຕ ເຄື່ອງມືທີ່ນຳມາ ຫລື ອົງຄວາມຮູ້ໃນຕອນທີ່ຮັບຟັງບັນຫາ ການຫາທາງອອກ ມັນກໍ່ບອກເຮົາແລ້ວວ່າ ໃຜເປັນມືອາຊີບ ຫລື ບໍ່ແມ່ນມືອາຊີບ ແຕ່ເທົ່ານີ້ອາດຍັງບໍ່ພໍ ມືອາຊີບຕ້ອງມີ ຄວາມເຂົ້າໃຈ ຮ່ວມດ້ວຍ.
ຄວາມເຂົ້າໃຈ 1 ການປະສານງານ
ຄວາມເຂົ້າໃຈ 2 ໃນຈະລິຍະທຳ
ຄວາມເຂົ້າໃຈ 3 ອາລົມ
    ທີ່ເວົ້າໄປຫນ້າຈະພໍເຫັນຮອດຄຸນສົມບັດສຳຄັນຂອງມືອາຊີບທີ່ຫາກຕິດຕາມກໍ່ພໍນຶກອອກໄດ້ວ່າເຮົາເຄີຍເຫັນສະຖານະການກັບຜູ້ຄົນຫລາກຫລາຍອາຊີບ ຕັ້ງແຕ່ຜູ້ຮ່ວມງານ ຜູ້ຮັບຈ້າງ ທີ່ຫາກມີແນ້ວຄິດ ພຶດຕິກຳ ຫລື ການເຮັດວຽກບໍ່ໄດ້ເປັນໄປຕາມທີ່ເຮົາຄິດເຮົາຈະເບິ່ງວ່າເຂົາບໍ່ແມ່ນມືອາຊີບ.
ສົນໃຈອ່ານເພີ່ມເຕີມ แทงบอลออนไลน์

วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566

ເປັນຫຍັງຄັງຄຸໄບຈຶງຕ້ອງກິນຊາຈາກຈານຮອງ

 

ມີໜັງອິນເດຍເລື່ອງໜຶ່ງທີ່ກຳລັງເປັນທີ່ນິຍົມໃນຕອນນີ້ ກໍ່ຄືເລື່ອງ ຄັງຄຸໄບ (Ganggubai kathiawada) ທີ່ເລົ່າຮອດຍິງແກ່ງແຫ່ງ ມຸມໄບ ຜູ້ລຸກຂື້ນຕໍ່ສູ້ເພື່ອສິດສະຕີຂອງອິນເດຍ ແລະ ດ້ວຍຄວາມມີເນື້ອຫາສອດຄ້ອງກັບບໍລິບົດທາງສັງຄົມໃນປັດຈຸບັນ ໜັງເລື່ອງນີ້ຈຶງເປັນກະແສຢ່າງຫຼວງຫຼາຍ ນອກຈາກບົດໜັງ ຄວາມສວຍງາມ ຄວາມງົດງາມຂອງຊາກຕະຫຼອດຈົນຝີມືການສະແດງຂອງນັກສະແດງແລ້ວ ໜັງເລື່ອງນີ້ຍັງໄດ້ສອດແຊກວັດທະນະທຳຕ່າງທຂອງອິນເດຍ ທັ້ງການເຕັ້ນ, ການແຕ່ງໂຕ ແລະ ການດື່ມຊາ ໂດຍຊາກໜຶ່ງຂອງຄັງຄຸໄບໄດ້ເທນ້ຳຊາລົງຈານຮອງຖ້ວຍກ່ອນຈະຍົກຂື້ນມາດື່ມ ເປັນປະເດັນໃຫ້ຜູ້ທີ່ເບິ່ງຊີຣີ້ໃຫ້ຄວາມສົນໃຈເປັນຈຳນວນຫຼາຍວ່າມີໃນຍະອີຫຍັງ. ມື້ນີ້ມາອະທິບາຍໃຫ້ຟັງ.

ອິນເດຍ ເປັນ 1 ໃນປະເທດລາຍໃຫຍ່ຂອງໂລກທີ່ມີການສົ່ງອອກຊາ ແລະ ມີວັດທະນະທຳການດື່ມຊາທີ່ຫຼາກຫຼາຍຢູ່ໃນທຸກລັດຂອງປະເທດທັ້ງແບບ ຊາດຳ, ຊານົມ, ຊາຂີງ ຫຼື ຊາຍອດນິຍົມທີ່ຜະສົມເຄື່ອງເທດທີ່ຮ້ອງວ່າ ''ຈາຍ'' (चाय - Chai) ທີ່ແປວ່າຊາ. ແຕ່ຖ້າຍ້ອນໄປກ່ອນໜ້ານັ້ນ ການບໍລິໂພກຊາຍັງບໍ່ເປັນທີ່ນິຍົມ ເນື່ອງຈາກໄຮຊາສ່ວນໃຫຍ່ເປັນກຳມະສິດຂອງຈັກກະວັດອັງກິດ ຊາທີ່ປູກໄດ້ສ່ວນໃຫຍ່ກໍ່ຖືກສົ່ງກັບໄປປະເທດອັງກິດ ເຮັດໃຫ້ຊາໃນປະເທດມີລາຄາແພງ ມີພຽງຜູ້ຄົນບາງວັດທະນະທຳເທົ່ານັ້ນທີ່ຈະເຂົ້າເຖິງໄດ້ ຫຼື ຄົນທີ່ມີກຳລັງສັບຫຼາຍພໍເທົ່ານັ້ນຈຶ່ງສາມາດຊື້ມາບໍລິໂພກໄດ້.



ຫຼືວ່າຈະກ່ຽວກັບຊົນຊົ້ນ

ຄຳຕອບຄືບໍ່ກ່ຽວ - ແຕ່ກໍ່ບໍ່ຜິດນັກ ເຖິ່ງຈະບໍ່ກ່ຽວກັບຊັນວັນນະໂດຍຕົງ ແຕ່ກໍ່ເປັນເລື່ອງຂອງການແບ່ງຊົນຊັ້ນໃນສັງຄົມອິນເດຍ.

ໃນຊ່ວງທ້າຍການຢຶດຄອງອິນເດຍ ຈັກກະວັດອັງກິດປະສົບປັນຫາເສດຖະກິດ ຈຶ່ງມີການສົງເສີມການດື່ມຊາໃນອິນເດຍເພື່ອຂະຫຍາຍຕະຫຼາດໃຫມ່ໆ. ຄົນອັງກິນນິຍົມດື່ມຊາຈາກແກ້ວເຊລາມິກທີ່ມີລາຍງົດງາມ ສ່ວນຄົນອິນເດຍທີ່ຮັງມີຈະດື່ມຊາຈາກຖ້ວຍສະແຕນເລດ ຄົນທົ່ວໄປຈະດື່ມຈາກເຄື່ອງປັ່ນດິນເຜົ່າ, ສ່ວນກຸ່ມຄົນໃຊ້ແຮງງານ ຫຼື ຄົນທີ່ຢູ່ຊັ້ນຕ່ຳກ່ວາມັກໃຊ້ຖ້ວຍເປັນຮູ້ບຈານທີ່ຮ້ອງວ່າ ''ຣະກາບີ'' (रकाबी - Rakabi) ເພື່ອໃຫ້ຊາທີ່ຮ້ອນນັ້ນເຢັນໄວຂື້ນເພາະຕ້ອງກັບໄປເຮັດວຽກ. ການໃຊ້ຈານຮອງຖ້ວຍໃນການດື່ມຊາຈຶງມັກຖືກເບິ່ງວ່າເປັນວິຖີ່ຂອງຊົນຊັ້ນລ່າງໃນສັງຄົມ.


ສິ່ງທີ່ ຄັງຄຸໄບ ໄດ້ເຮັດນັ້ນອາດ​ຈະ​ບົ່ງ​ບອກ​ວ່າຕົນເປັນ​ຄື​ກັບ​ກຸ່ມ​ຄົນ​ທີ່​ຕໍ່າ​ທາງ​ສັງຄົມ

ການ​ດື່ມ​ຊາ​ແບບ​ດຽວ​ກັນ​ຍັງ​ປະກົດ​ຕົວ​ຕໍ່​ຜູ້​ທີ່ມີ​ຊື່​ສຽງ​ຄື Rabindranath Tagur, ນັກ​ປັດຊະຍາ​ແລະ​ນັກ​ກະວີ​ທີ່​ມີ​ຊື່​ສຽງ​ຂອງ​ອິນ​ເດຍ. ຮຽກຮ້ອງ​ສິດ​ເທົ່າ​ທຽມ​ກັນ ແລະ​ບັນ​ຫາ​ຊົນ​ຊັ້ນ​ສັງ​ຄົມ​ໃນ​ອິນ​ເດຍ​ ຜ່ານ​ການ​ຂຽນ​ແລະ​ວັນ​ນະ​ຄະ​ດີ​ຫຼາຍ​ຈົນ​ໄດ້​ຮັບ​ລາງ​ວັນ Nobel​ ເຖິງແມ່ນວ່າລາວມາຈາກຊັ້ນສູງແລະຄອບຄົວທີ່ຮັ່ງມີ ແທນທີ່ຈະ, ລາວມັກຈະດື່ມຊາຈາກ saucer, ຄືກັນກັບວິທີການດື່ມຊາໃນບັນດາຜູ້ທີ່ຖືກເບິ່ງວ່າເປັນຊົນຊັ້ນລຸ່ມທີ່ຖືກກົດຂີ່ຂົ່ມເຫັງໃນສັງຄົມ.

ແລ້ວມັນຕ່າງຈາກການແບ່ງຊັ້ນວັນນະແນວໃດ?

ການແບ່ງຊັ້ນວັນນະ (Caste System) ແມ່ນອີງໃສ່ການເກີດ. ແຕ່ລະບົບຊົນຊັ້ນ (Class System) ມັກຈະອີງໃສ່ຄວາມຮັ່ງມີ ຫຼື ອໍານາດໃນສັງຄົມ - ດັ່ງທີ່ພວກເຮົາຮູ້ຢູ່ໃນສັງຄົມອິນເດຍຍັງມີຄວາມເຊື່ອໃນຊັ້ນວັນນະ. ໂດຍສະເພາະໃນເຂດຊົນນະບົດ ຄົນ​ທີ່​ມີ​វណ្ណៈ​ສູງ​ກວ່າ​ບໍ່​ໄດ້​ແບ່ງ​ປັນ​ສິ່ງ​ຂອງ​ກັບ​ຄົນ​ທີ່​ມີ​វណ្ណៈ​ຕ່າງ​ກັນ. ​ແຕ່​ດ້ວຍ​ສະພາບ​ການ​ສັງຄົມ​ໃນ​ປະຈຸ​ບັນ​ທີ່​ມີ​ການ​ຢູ່​ຮ່ວມ​ກັນ​ຢ່າງ​ກວ້າງຂວາງ ຫຼັງຈາກນັ້ນ, ການຮັບໃຊ້ຊາໄດ້ຖືກຖອກລົງໃນຖ້ວຍດິນເຜົາ. ເມື່ອດື່ມແລ້ວກໍ່ຈະຖືກຖິ້ມ ຫຼືຖິ້ມໃຫ້ແຕກ. ເພື່ອ​ບໍ່​ໃຫ້​ປະ​ສົມ​ກັບ​ຊົນ​ເຜົ່າ​ອື່ນໆ​ ສະ​ນັ້ນ, ຂ້າພະ​ເຈົ້າບໍ່​ເຫັນ​ວ່າ​ການ​ດື່ມ​ຊາ​ກັງ​ກູ​ໄບ​ແມ່ນ​ກ່ຽວ​ພັນ​ເຖິງ​ຊັ້ນ​ວັນນະ​ໃນ​ທາງ​ໃດ.

ຫຼືວ່າ ຄັງຄຸໄບ ຈະບໍ່ໄດ້ສື່ຫຍັງ. ພຽງແຕ່ຊາມັນຮ້ອນ

ໃນ​ຄວາມ​ເປັນ​ຈິງ ມັນບໍ່ແມ່ນພຽງແຕ່ຊາວອິນເດຍເທົ່ານັ້ນທີ່ດື່ມຊາຈາກ saucer. ຊາວ​ຈີນ​ບູຮານ​ຍັງ​ດື່ມ​ຊາ​ຈາກ​ຖັງ​ຂະໜາດ​ນ້ອຍ​ທີ່​ມີ​ຮູບ​ຮ່າງ​ຄື​ຈານ. ບາງບັນທຶກຂອງອັງກິດໃນຍຸກວິກຕໍເລຍມັກຖອກຊາລົງໃນ saucer ແລະຄ່ອຍໆຈິບມັນ, ເຖິງແມ່ນວ່າໃນລັດເຊຍ, ຊາແມ່ນໄດ້ຮັບຜິດຊອບໃນເຮືອທີ່ມີຮູບຊົງເລິກເພື່ອຕ້ອນຮັບແຂກ.

ມື້ນີ້, ຊາວອິນເດຍຫຼາຍຄົນມັກດື່ມຊາຈາກ saucer. ເພື່ອເຮັດໃຫ້ຊາຮ້ອນເຢັນໄວ ຫຼືເພື່ອໃຫ້ຄ່ອຍໆຈິບໄດ້ງ່າຍໂດຍບໍ່ຮ້ອນເກີນໄປ ເຫຼົ່ານີ້ແມ່ນພຽງແຕ່ຄວາມມັກສ່ວນບຸກຄົນແລະບໍ່ມີຫຍັງກ່ຽວຂ້ອງກັບຊັ້ນວັນນະຫຼືຊັ້ນ

ທັງ​ຫມົດ​ຂ້າງ​ເທິງ​ນີ້​, ຂ້າ​ພະ​ເຈົ້າ​ຂໍ​ສະ​ຫຼຸບ​ວ່າ​ສິ່ງ​ທີ່ Kangkubai ໄດ້​ "ມັນຂຶ້ນກັບທ່ານຕີຄວາມ" (ຫົວ) ອ່ານເຖິງຈຸດນີ້, ບໍ່ໃຈຮ້າຍ. ເນື່ອງຈາກວ່ານີ້ແມ່ນຄວາມງາມຂອງຮູບເງົາແລະສິລະປະ. ທີ່ອະນຸຍາດໃຫ້ແຕ່ລະຄົນວິເຄາະແລະຕີຄວາມຫມາຍໃນທັດສະນະທີ່ແຕກຕ່າງກັນ, ຫຼືຖ້າຄວາມຮ້ອນບໍ່ໄດ້ຫາຍໄປ ຂ້ອຍຍັງແນະນຳໃຫ້ດື່ມຊາອຸ່ນໆດື່ມຄືກັນ ມັນຈະຊ່ວຍໃຫ້ທ່ານຜ່ອນຄາຍໄດ້ດີຫຼາຍ แทงบอลออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565

7 of the most haunting places in Japan

 land of the rising sun or Japan that we know very well In addition to being famous for tourism, fashion, anime, manga, food, culture, and other topics. Until it is a dream country that many people would like to try to visit once. But if talking about the mystery The most terrifying place, this raw fish land is not less famous than any other country, right? Plus, the Japanese themselves seem to like these stories quite a bit. When the summer comes, they usually sit in circles holding hands to tell horror stories. 'Hundreds of myths', including teenagers, often go to test their courage in the most horrifying places where in the past some events have happened, such as having a tragic accident. or even a bloody murder occurred. until the place was abandoned The atmosphere was very depressing, like being in a horror movie.

      For today, we will introduce 'the 7 most haunting places of the Land of the Rising Sun. If you don't have a heart, don't think about going!!' to please those who like the haunting especially. (Kwan people can read it, in case you like it ><) The author has compiled the stories of haunted places around the samurai country and looked for information from Japanese websites, including various urban legends. By trying to select only places that many people may not have heard or known before as much as they can find. Okay, if ready to tell, take a deep breath. Do your best and go read it.

1. Chitodo Cave (しとどの窟), Kanagawa Prefecture


Chiodo Cave of Yugawara City It was once a place where prominent figures in Japanese history such as Minamoto no Yoritomo, the founder of the Kamakura Shogunate, escaped from the Taira clan after losing in battle. Later, during World War II, the Japanese army also used stones from this cave to forge weapons.

      If you try to visit, you will find that the atmosphere in Chitodo Cave is quite dark. And it's very cold, even in the summer. Around the area, there are about 20 stone Buddha images placed in a row. It is said that if anyone who enters Chitodo Cave sees three headless Jizo statues here will be considered a bad omen That person will suffer such a terrible misfortune that it could soon be fatal.

2. Sandanbeki Rock Cliff (三段壁), Wakayama Prefecture


It can be both a monument of love and death. In 1950, a couple died here. Before their deaths, the couple wrote a suicide note with bright red lipstick on a large rock. More than ten suicides have been repeated every year since then. Until there had to be a mourning sign for the deceased in front of Sandanbeki Port.

      If you cut out some scary and tragic past events. This is considered a popular tourist destination in Wakayama Prefecture. and the best viewpoint that has it all From a bird's-eye view of the rocky cliffs, you'll find a spectacular view of the vast ocean. The waves were as white as milk sponges and rhythmically splattered against the rocks. The atmosphere is so refreshing that it's nice to take photos as a souvenir. Moreover, below the cliff is a cave that in the past used to be a secret base for pirates.

3. Karola Residence (カローラ山荘), Aomori Prefecture


In the old days, the Carola Lodge was a facility used to quarantine mentally ill patients. Rumors of being beaten to death on those patients. Then the body was buried in the forest near the villa as well. It is now completely abandoned. But there are still people who like to try good to test their courage regularly. The people who visit often hear the haunting howls of the sick souls. My favorite puzzled face emerges through window sills that have been nailed and sealed with wooden boards. Including the appearance of a ghost of an old woman who likes to hold a sickle madly chasing wandering humans. People called her 'Jet Baba'.

      This villa was originally founded in 1964 by a well respected 'Doctor Chiba' in the area. Its purpose was to isolate people with mental illnesses to heal in the deep forest on the mountain. In those days, the treatment of mental illnesses required large amounts of medication, which could cause side effects. Therefore, Dr. Chiba came up with a method of treatment using art to help heal. You will notice that around the garden of the villa there are various statues that are not just Japanese art only. CKCtoCWgsfZanqAR9HMpgaXMwLaDPg6uSdKPYhM8dBwm Later, when Dr. Chiba died, this place was closed down as well. The fact that a patient was brutally beaten and beaten might be a fictional story. Because still can't find any proof or evidence to confirm that those stories actually happened.

4. Grand Yui Abandoned Hotel (油井グランドホテル), Chiba Prefecture


This abandoned hotel is one of the most haunted spots in the Kanto region. There have been many incidents here. Set a body on fire, etc., but the most famous that made headlines throughout Japan in 2004 was the 'Mobara High School Girl's Murder Case' by a girl who was a victim kidnapped in a car. cabinet while on the way home He was forced to smoke and then choked with a rope until he suffocated. They body of her was held by the murderer of five wicked men, stuffed in the refrigerator of the hotel.

      There were reports of many souls encountering this hotel even during the daytime. It was also said that the second room on the second floor was the most dangerous and frightening. Maybe that room had a horrible murder?

5. Sugizawa Village (杉沢村), Aomori Prefecture



The story of Sugisawa Village is more of an urban legend than a place. Legend has it that in the past, Aomori prefecture once had a small village called 'Sugisawa Village', but one day a villager went mad and killed all the villagers. Then he took his own life and died as well. Since then some of these villages have been desolate and uninhabited. Some say it has been merged with other villages. Soon the names of Sugisawa Village were deleted from official documents.

      Until 1990, it became a hot topic. By that era, it was the era when the Internet was spreading all over the world, causing the story of urban legends to be dug up again. Including the mysterious story of this village as well even though no one knows where its true location is But many people are claiming to have found the entrance of Sugisawa Village. But when I looked at it, it was empty and I couldn't find anything.

6. Old Semba Tunnel (旧善波トンネル), Nakagawa Prefecture


also known as 'Junichi-kun Street', the reason why it is called this is because in the past in Showa's 40th year. There was a tragic accident with a 17-year-old boy named 'Junichi', where Junichi's motorcycle crashed into a truck that was unable to turn around and died. After Junichi's death His soul was seen almost every night. The boy's parents had strange dreams many times that Junichi had repeatedly died at the same spot in the Semba Tunnel. In the end, a couple who mourned the passing of their only son decided to put up a sign at the old Semba Tunnel. on the sign that says ''Don't die again, Junichi.'' Then the soul of that poor young man was never seen again. It is assumed that Junichi-kun should have gone to a good realm by now.

7. Jomon Tunnel (常紋トンネル), Hokkaido


Jomon Tunnel is one of the places recorded in the history of the actual atrocities of Japan. The Jomon Tunnels were built in 1912 by a group of slave laborers. They work almost all day and night. Some were confined in small, cramped rooms. Lack of good food to nourish the body As a result, many people tend to fall ill with beriberi and severe malnutrition. And if there were stubborn and disobedient workers, they would be beaten to death by the construction supervisors with shovels. The corpse was easily buried not far from the tomb. By the time the Jomon Tunnel was completed, hundreds of people had to sacrifice their lives. Over 36 months, 55 bodies have been excavated, but later, during the Japanese earthquake, many more skeletons emerged. Until a statue of the god Jizo had to be erected near the entrance to the tomb to console the souls read more

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2565

The secret of the thin puppets of the queens, ancient Chinese version.


       Nowadays, every woman wants to have a good figure. An especially lean figure, thin waist, beautiful long legs. This is my dream body >< Girls in dragon land like China are becoming very popular and giving great importance to their figure. If we open clips from the Tiktok app, dramas, series, and movies, we will notice that the famous Chinese actresses of China, besides having incomparably beautiful faces, have a beautiful faces. Their waists were extremely slender. No matter how tall you are, your weight is only in front of the number four!!

      which to get an ideal shape like this It's probably not something that can be easily followed. would require patience Have the discipline to exercise regularly and you need to control your diet. But Chinese women in ancient times gave importance to the shape of the present day as well. No matter what dynasty, every dynasty favors a delicate and cherishable girl. (except during the Tang Dynasty to be popular with girls who are a little plump and have good water, and in the Mongols-ruled dynasty, they like stubborn, strong, and healthy girls.)

      Therefore, young ladies have a way to control their bodies to look slim and without excess fat all the time. Is there any way, then let's go see.


1. Eat only one meal a day!!

      to gain favor from the emperor Many concubines tried to control their bodies by eating as little as possible or eating only one meal a day. until there is a saying that ''King Chu likes people with thin waists. In the Royal Palace, there are a lot of hungry people'', which are not just women. But the noble officials in the royal palace were with him too! because they both wanted to be trusted by the emperor To have the opportunity to advance in the job soon. Therefore, they took each other to eat a little to appease the emperor to the fullest. Some people starve to death. Some have severe malnutrition, which is very dangerous. It can be said that at that time the royal doctors would run in and run out of the palace, this palace was very busy to look at. (This method is not strongly recommended. In addition to starving to the point of being malnourished, the skin is dull and dull, not looking at all. Accidentally, my body will be so stressed that I won't let it down. - -)


2. Weight loss menu

       when he saw that starvation alone would not be dawn Therefore, try to use food that has medicinal properties to help in weight loss. It has the effect of nourishing internal organs. Diuretics and reduce swelling, such as eating cactus, green pumpkin, Sanja, lotus leaf porridge, watermelon porridge, millet porridge, carp soup, etc.


3. Buddhist version of weight loss

      Emperor Wu of the Northern and Southern Dynasties was a role model for weight loss that was quite effective at one time. Due to his great adherence to Buddhism, he often eats vegetarian food in the right amount for his body's needs. He also likes to eat vegetables very much. Some people meditate on their breathing. When the night comes, he sleeps in the early evening. Of course, the food is good. Taking a good rest like this gives Emperor Wu a youthful appearance, good looks, and longevity.


4. Sip hot tea

       Another tea that was invented for weight loss, of them was 'Peach Flower Tea', formulated by Chun Yaosi, the King of Traditional Chinese Medicine. By bringing three peach flowers to boil as tea and drink on an empty stomach.


5. Take a deep breath. Then put a cloth around the waist tightly.

      To bring the fabric band to tighten the waist like this It's similar to tying your waist with a European corset. It will give an indirect effect that the girls may eat less. At first glance, it seems that the waist is thinner as well. But for a long time, it may cause back pain and difficulty breathing.


6. Soak in warm water.

      Concubine Yang Guifei One of the four peaks of Chinese history When she took a bath, she would often soak herself in a wooden barrel filled with warm water mixed with various herbs such as rose petals, lotus leaves, mountain slag, chrysanthemum flowers, and cassia seeds. The warm water and these herbs have properties to help reduce fat. Nourish the skin to shine beautifully. In addition, it also gave Yang Guifei a very fragrant body smell. 'Mass ashamed of Nang' as well


7. Exercise, what are you waiting for?

      The way women exercise varies from generation to generation. For example, during the Qin dynasty, women could practice swords, ride horses, and shoot archery. In the Tang Dynasty, it was also an open era, so it was popular to play polo, kick a football, dance, etc royal5555

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

Norman conquest of England

Occurred in 1066 during the invasion of the British kingdom led by the Duke of Normandy. and the victory won at the Battle of Hastings, the result of the war was Norman's rule in England. This event marked many important changes in British history. The Norman conquest allowed England to increase the closeness between England and the European mainland by bringing in Norman lords over the British administration, which reduced Scandinavian influence. The victory resulted in one of the most powerful dynasties in Europe as well as the establishment of a methodical regime. And the victory transformed the English language and culture and formed the basis of intermittent rivalries between England and France for thousands of years.


source

Normandy is the northwestern region of present-day France. Before 1066, a large number of Vikings settled in Normandy. Charles the Simple of the Carolingian dynasty allowed a group of Vikings led by Rollo of Normandy to settle in northern France. He hoped the Vikings would protect the coastal territories from future invasions by other Vikings, which worked. Viking settlers were known as "Northmen" (Northmen), which later distorted into "Normandy" (Normandy). In addition, the Vikings accepted the local culture and abandoned Pekanism. and converted to Christianity and began to use Langues d'oïl, a local Roman Gaul language, instead of Norse, which became Norman. Cultural acceptance, including marriage with local people and also used the acquired index as a base to expand the boundary west, annexing territories including Bessang. and Cape Koteng Taeng and the Channel Islands (currently British)

During the same period in England Viking raids resumed in the late 10th century and 991 Ethelred II agreed to marry Emma of Normandy, her daughter. The Normandy Era, established the relationship that helped put an end to Viking attacks. When Edward the Confessor died in 1066 without an heir, it resulted in numerous claims to the throne. Of the number of claimants, there are three important ones.

:* On the one hand, King Harold III of Norway, commonly known as “Harald Hardraada”, claimed that Harold was the result of an agreement between Norwegian King Magnus I and Hartha. Kanout that if one dies first without an heir The other surviving or descendant will receive the throne of both kingdoms.

:* Another claimant is the Duke of Normandy. Because William was a relative of King Ethelred II through his wife (Queen Emma of Normandy).

:* The third person to claim is Harold Godwinson, Earl of Wessex who was elected king by the Witan or Witenagemot of England royal5555